Loading...

Insider

New Experience

"อาหารทรงโปรด" จากไข่ตัวเหี้ยสู่ไข่หงส์ ทำไมต้องเปลี่ยนชื่อ?

“เมนูไข่ตัวเหี้ย” อาจเป็นเมนูแปลกสำหรับคนยุคนี้ แต่ในช่วงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยเฉพาะในรัชกาลของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีการกล่าวต่อกันว่าพระองค์ทรงโปรดอาหารจากธรรมชาติ รวมถึงไข่ของ ตัวเงินตัวทอง
.
ซึ่งในยุคนั้นยังถือเป็นวัตถุดิบที่หาได้ทั่วไป ไม่ได้มีภาพลักษณ์ลบหรือข้อกฎหมายเหมือนปัจจุบัน กลับเคยเป็นของกินที่มีอยู่จริงในบางพื้นที่ โดยคำว่า “ตัวเหี้ย” ในที่นี้หมายถึงสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่งที่พบได้ทั่วไปตามแหล่งน้ำ ซึ่งก็คือ ตัวเงินตัวทอง
.
ในอดีต คนไทยยังพึ่งพาธรรมชาติในการหาอาหาร สัตว์ป่าหรือสัตว์น้ำที่หาได้ง่ายจึงถูกนำมาปรุงเป็นอาหาร รวมถึงไข่ของตัวเงินตัวทองที่มักพบตามโพรงดินหรือริมแหล่งน้ำ ไข่เหล่านี้มีลักษณะคล้ายไข่ไก่แต่เปลือกจะนิ่มกว่าเล็กน้อย เมื่อปรุงสุกจะมีรสชาติมันและเข้มข้น บางพื้นที่นิยมนำไปต้ม ปิ้ง หรือใส่ในแกง ถือเป็นแหล่งโปรตีนที่หาได้โดยไม่ต้องเลี้ยง
.
แต่เมื่อเวลาผ่านไป วิถีชีวิตของผู้คนเริ่มเปลี่ยนจากการหาของป่ามาสู่การเกษตรและการเลี้ยงสัตว์อย่างเป็นระบบ อาหารที่เคยได้จากธรรมชาติจึงค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยของที่ปลอดภัยและควบคุมได้มากกว่า เช่น ไข่ไก่หรือไข่เป็ด อีกทั้ง “ตัวเหี้ย” ยังกลายเป็นสัตว์ที่มีภาพลักษณ์ด้านลบในสังคมไทย คำเรียกยังถูกใช้เป็นคำด่า ทำให้ผู้คนหลีกเลี่ยงการพูดถึงหรือบริโภค
.
ตามตำนานอาหารในวัง เล่ากันว่าเมื่อถึงฤดูกาลที่หาไข่ชนิดนี้ได้ยาก หรือไม่สามารถนำมาปรุงถวายได้บ่อยๆ ฝ่ายในจึงพยายามหาทาง “ทดแทน” ของจริง หนึ่งในผู้ที่ถูกกล่าวถึงคือ เจ้าจอมแว่น ซึ่งมีฝีมือด้านการครัว ได้คิดประดิษฐ์ขนมขึ้นมาให้มีรูปร่างและลักษณะใกล้เคียงไข่ดังกล่าว เพื่อใช้แทนของจริง
.
ขนมที่ว่านี้ถูกเรียกว่า “ขนมไข่เหี้ย” โดยทำให้มีลักษณะเป็นก้อนรี สีอ่อน คล้ายไข่สัตว์ เมื่อปรุงเสร็จจะมีผิวสัมผัสนุ่มและรสหวานมัน แตกต่างจากของจริง แต่ยังคง “รูปทรง” ที่คุ้นเคยไว้ เพื่อให้สื่อถึงเมนูเดิมที่พระองค์ทรงโปรด
.
คำว่า “ตัวเหี้ย” ถือเป็นคำไม่สุภาพและใช้ด่าคน การจะพูดถึงอาหารที่มาจาก ตัวเงินตัวทอง ตรงๆ จึงฟังไม่รื่นหู คนเลยเปลี่ยนไปใช้คำที่ดูดีและเป็นมงคลมากขึ้น เช่น “ไข่หงส์” เพื่อให้เรียกง่าย ขายง่าย และลดความรู้สึกด้านลบลง
.
อีกเหตุผลหนึ่งคือเรื่องภาพลักษณ์ล้วนๆ เพราะคำว่า “หงส์” ให้ความรู้สึกสูงค่า สะอาด และน่ากินกว่า ต่างจากชื่อเดิมที่ฟังแล้วหลายคนรู้สึกขยะแขยง การตั้งชื่อใหม่แบบนี้จึงไม่ต่างจากการ “รีแบรนด์” อาหารในยุคโบราณ เพื่อให้คนยอมรับมากขึ้น
.
ปัจจุบัน “ขนมไข่หงส์” กลายเป็นขนมไทยโบราณที่หลายคนคุ้นเคยดี และไม่ได้เกี่ยวข้องกับไข่ของ ตัวเงินตัวทอง อีกต่อไปแล้ว เหลือเพียงแค่ “ชื่อ” และ “รูปทรง” ที่สืบต่อมาจากเรื่องเล่าในอดีตเท่านั้น
.
ขนมชนิดนี้ทำจากแป้งผสมกับมันเทศหรือถั่วกวน ปั้นเป็นก้อนกลมๆ หรือรีเล็กน้อย แล้วนำไปทอดจนผิวด้านนอกกรอบเล็กน้อย เคลือบน้ำตาลจนเป็นเงา รสชาติจะหวาน มัน และมีกลิ่นหอม กินเพลินแบบขนมไทยแท้ๆ ที่หาซื้อได้ตามตลาดนัดหรือร้านขนมพื้นบ้านทั่วไป
.
แม้ชื่อจะฟังดูแปลกและมีที่มาจากการ “เลี่ยงคำ” ในอดีต แต่ในยุคนี้ “ไข่หงส์” ถูกจดจำในฐานะขนมหวานธรรมดาที่หลายคนกินมาตั้งแต่เด็ก มากกว่าจะเชื่อมโยงกับเรื่องของไข่สัตว์หรืออาหารโบราณแบบเดิม

The dish known as “monitor lizard eggs” may seem unusual today, but in the early Rattanakosin period especially during the reign of King Rama I it is believed that such natural foods, including eggs of the water monitor, were commonly consumed and not viewed negatively.

In the past, Thai people relied on nature for food, and these eggs, found near waterways, were cooked for their rich flavor. Over time, however, farming replaced foraging, and the term “hia” developed negative connotations, leading people to avoid both the word and the ingredient.

According to royal culinary lore, Chao Chom Waen created a dessert shaped like these eggs as a substitute. The name was later changed to “swan eggs” to sound more refined and appealing an early example of culinary rebranding.

Today, this dessert is known as a traditional Thai sweet made from flour and sweet fillings, deep-fried and coated in sugar. It no longer has any connection to monitor lizard eggs, leaving only its name and shape as a trace of its origin.